หนึ่งในประเด็นที่ถูกสายตาทุกคู่จับจ้อง ณ ตอนนี้ ย่อมหนีไม่พ้น ‘ประกันสังคม’ และสิ่งที่หลายคนตั้งคำถามก็มีตั้งแต่นโยบายการลงทุน ธรรมาภิบาลในการลงทุน ตลอดจนผลตอบแทนการลงทุน

‘ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย’ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ตั้งข้อสังเกตเรื่องกองทุนประกันสังคมลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าเป็นเรื่องดีที่เราเริ่มตื่นตัวเรื่องนี้ เพราะนี่คือ “เงินออมก้อนใหญ่ที่สุด” ของคนทำงานทุกคน
อย่างไรก็ตาม ‘ดร.พิพัฒน์’ ชวนให้เรามอง ‘ประกันสังคม’ กันให้ลึกขึ้น และตั้งคำถามที่ไปไกลกว่าตัวเลข ‘ผลตอบแทน’ แบบโดด ๆ
พูดในแบบของ ‘ดร.พิพัฒน์’ คือ ก่อนจะด่า ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังด่าถูกจุดหรือเปล่า?
เข้าใจว่าแต่ละกองทุน ลงทุนไม่เหมือนกัน
‘ดร.พิพัฒน์’ เริ่มอธิบายว่า ปกติเวลาจะดูว่ากองทุนไหนเก่ง เราจะมอง ‘ผลตอบแทน’ (Absolute Return) แบบปีต่อปีกันเป็นอย่างแรก
เช่น Yale & Harvard Endowment ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ที่ประมาณ 9.2% – 9.5%
หรือ
- CPPIB (แคนาดา): 9.2%
- Ontario Teachers’ Pension Plan (แคนาดา): 7.4%
- Norway GPFG (นอร์เวย์): 7.3%
- NPS (เกาหลีใต้): 5.8%
- ประกันสังคมไทย: ~3.5%
‘ดร.พิพัฒน์’ บอกว่าเราอาจตั้งข้อสงสัยได้ เมื่อเห็นผลตอบแทนที่ดูค่อนข้างต่ำ แต่ก็อยากจะให้มองลึกไปกว่านั้นด้วย
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ผลตอบแทนของกองทุนแต่ละกอง จะถูกครอบด้วยกรอบการลงทุนที่เรียกว่า SAA (Strategic Asset Allocation) ซึ่งระบุว่าจะลงทุนกับอะไรได้บ้าง นี่คือสิ่งที่กำหนดว่ากองทุนจะไปได้ไกลแค่ไหน
บางกองทุนวางไว้ให้เสี่ยงได้มาก ผลตอบแทนก็อาจขึ้นไป (และลงมา) ได้เยอะ ส่วนบางกองทุนอาจจะเสี่ยงได้ต่ำกว่า ก็จะมีกรอบการขึ้นลงที่แคบกว่า
บางกองทุน เช่น Endowment Fund (กองทุนเงินบริจาค) หรือ Pension Fund (กองทุนบำเหน็จบำนาญ) อาจมีระยะเวลาใช้เงินยาวก็สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า
ส่วนกองทุนประกันสังคม ซึ่งต้องมีรายจ่ายออกมาเรื่อย ๆ จากการประกันสุขภาพหรือการตกงาน ก็อาจรับความเสี่ยงได้ต่ำกว่า![]()
ดังนั้น ตัวเลขผลตอบแทนอาจเป็นข้อสังเกตเบื้องต้น แต่ก็มีรายละเอียดให้วิเคราะห์กันต่อไป ‘ดร.พิพัฒน์’ มองว่า สุดท้ายแล้วผลตอบแทน 3% กว่า ๆ อาจจะไม่ได้แย่ก็ได้ ถ้าเราเข้าใจข้อจำกัดของ SAA และการคาดหวังผลตอบแทนถึง 9% อาจจะเป็นไปไม่ได้เลยตามนโยบายการลงทุนของเรา
จะเทียบว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน เราจึงควรเทียบผลตอบแทน Benchmark หรือตัวชี้วัดที่เหมาะสม เช่น เทียบว่ากองทุนประกันสังคมดีหรือแย่กว่าเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดที่มีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน
4 เรื่องที่ควรรู้เพิ่ม เกี่ยวกับประกันสังคม
‘ดร.พิพัฒน์’ มองว่ามีประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องรู้อยู่ 4 เรื่องก่อนจะวิจารณ์ผลตอบแทนประกันสังคม คือ
- ประกันสังคมไทยถูกตั้งกฎเหล็กว่าต้อง ‘เน้นความปลอดภัย’
ทำให้เราลงทุนในสินทรัพย์มั่นคง (เช่น พันธบัตร) สูงถึง 70-80% หากจะวิจารณ์กองทุนประกันสังคม ก็ควรวิจารณ์หากได้ผลตอบแทนต่ำกว่า Benchmark เช่น ได้ 2% จาก Benchmark 4%
- กองทุนต่างประเทศบางกองทุนมี ‘แต้มต่อ’
แม้กองทุนของ Yale จะโตแกร่งจริง แต่เอาจริงก็เทียบกันตรง ๆ ยาก เพราะเป็นคนละนโยบายความเสี่ยง
กองทุนอย่าง Yale หรือ Harvard เขาใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า Liquidity Premium ไม่ต้องรีบใช้เงิน เลยกล้าเอาเงินไปลงใน Private Market (สินทรัพย์นอกตลาด) เช่น Private Equity หรือ Hedge Fund ระดับโลกที่รับเฉพาะมหาเศรษฐีหรือสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ซึ่งอาจจะให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าหุ้นปกติ
‘ดร.พิพัฒน์’ มองว่า ประกันสังคมไทยที่มีเงินเกือบ 3 ล้านล้านบาท การมีอำนาจต่อรองระดับนี้อยู่ในมือ ก็ควรใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มากกว่านี้หน่อย
- กองทุนไทย ‘เคย’ ติดกับดัก Home Bias
เราเคยติดกับดักความเชื่อเดิมๆ ว่าลงทุนในไทยปลอดภัยที่สุด ‘ดร.พิพัฒน์’ อธิบาย แม้ที่จริงการกระจายเงินออกไปทั่วโลกคือการหาโอกาสใหม่ กระจายความเสี่ยง และเผลอ ๆ จะเสี่ยงน้อยกว่าการยึดติดกับตลาดไทยที่มีแต่หุ้นกลุ่มเดิม ๆ
อย่างไรก็ตามกองทุนขนาดใหญ่บ้านเรา รวมถึงกองทุนประกันสังคมขยายกรอบการลงทุนไปยังต่างประเทศต่อเนื่อง หลังจากที่หุ้นไทย Underperform ‘ดร.พิพัฒน์’ จึงคิดว่าข้อจำกัดนี้น่าจะค่อย ๆ หายไป
- ค่าเงิน กับดักที่มองไม่เห็น
ไปลงทุนนอกอาจจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่าบ้านเรา แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงของความผันผวนของค่าเงิน
ถ้าจะป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ทั้งหมด ต้นทุนก็อาจจะกินกำไรจนหมด การบริหารจัดการตรงนี้ไม่ง่าย คือศาสตร์ที่ไม่ง่ายที่ต้องตัดสินใจก่อนการลงทุน
วิจารณ์ประกันสังคมยังไงดี?
ถ้าจะมองให้ไกลกว่าผลตอบแทน ควรวิจารณ์กองทุนจากจุดไหน?
‘ดร.พิพัฒน์’ มองว่า ถ้าจะด่า ต้องด่าที่กระบวนการตัดสินใจและวิสัยทัศน์ เช่น
- ทำไม SAA ของเราถึงยังขยับช้า
‘ดร.พิพัฒน์’ มองว่ากองทุนประกันสังคมเราคือ ‘ช้าง’ ที่มีเงินมหาศาล ผู้จัดการกองทุนระดับโลกน่าจะมาเสนอตัวดูแลแบบไม่ขาดสาย แต่ทำไมเรายังเปิดโอกาสให้การลงทุนเจ๋ง ๆ น้อยเกินไป และจำกัดตัวเองอยู่กับการลงทุนแบบพื้นฐานอย่างตราสารหนี้
- ประหยัดค่าธรรมเนียม แต่ไร้ประสิทธิภาพ
‘ดร.พิพัฒน์’ บอกด้วยว่าทุกวันนี้เราบริหารด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ แต่เอาเงินค่าบริหารไปใช้เรื่องไร้สาระ อย่างตั๋ว first class ดูงาน เสื้อยืด โครงการ IT ที่โกงกันสะบั้น หรือปฏิทินที่ไม่ได้ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นเลย
ถ้าเรายอมจ่ายค่าบริหารจัดการให้มืออาชีพเก่งๆ เหมือนกองทุนของแคนาดาที่ยอมจ่ายเกือบ 1% เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 7-8% ก็อาจทำให้คนไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าเดิม
- ธรรมาภิบาลในการเลือกสินทรัพย์
ในขณะที่กองทุนทั่วโลกเข้าถึงทางเลือกการลงทุนเจ๋ง ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือดีลแบบสุดยอด ‘ดร.พิพัฒน์’ บอกว่า พอเราจะขยายกรอบการลงทุนนอกตลาด แทนที่จะไปกองทุนระดับโลก แต่เรากลับเอาไปลงในดีลลงทุนในโครงการที่ทำให้สังคมต้องขมวดคิ้ว (เช่น Skyy 9 ในแบบสูงกว่าราคาประเมิน) ซึ่งต้องสอบสวนให้ได้ว่าทำนโยบายบิดเบี้ยวขนาดนี้ได้อย่างไร

‘ดร.พิพัฒน์’ ทิ้งท้ายว่าดีใจที่สังคมช่วยกันเฝ้าดูประเด็นนี้ และอยากชักชวนให้เราไปไกลกว่าตัวเลขกำไร แล้วเปลี่ยนมาจี้ที่นโยบายการจัดสรรสินทรัพย์ ผลตอบแทนสินทรัพย์แต่ละประเภท และความเป็นมืออาชีพและธรรมาภิบาล ของผู้บริหารกองทุน เพื่อให้เงินของพวกเราทุกคน งอกเงยได้สมศักดิ์ศรีของกองทุนระดับประเทศ
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา