คนไทยเกือบ 2 ล้าน เสี่ยง ‘ตายโดดเดี่ยว’ เพราะแก่แล้วต้องอยู่ลำพัง โดยเฉพาะในสังคมเมือง

ปี 2568 ประเทศไทยมี ‘คนตาย’ มากกว่า 5 แสนคน มากกว่า ‘คนเกิด’ ถึง 1.4 แสนคน นั่นคือเหตุผลให้ประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มประชากร -0.22% ในปีที่ผ่านมา และ ‘เกิดน้อยกว่าตาย’ เป็นเหตุผลที่ประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยมี ‘ผู้สูงอายุ’ มากถึง 14 ล้านคน และมีประชากรสูงวัยที่ ‘อาศัยอยู่ลำพัง’ ถึง 1.8 ล้านคน หรือ 12.9% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดย 30 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนประชากรไทยสูงวัยที่อาศัยอยู่ลำพังพุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า 

สถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ประชากรสูงวัย 1.8 ล้านคนกลุ่มนี้เป็น ‘กลุ่มเสี่ยงสูง’ ที่อาจกลายเป็นศพไร้ญาติหลังบานประตูที่ปิดสนิท 

โดยการตายโดดเดี่ยวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในชุมชนแออัด แต่กำลังขยายตัวใน ‘สังคมเมือง’ โดยเฉพาะในกรุงเทพ ชลบุรี และสมุทรปราการ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีผู้สูงอายุอาศัยในคอนโดมิเนียมและห้องชุดสูงสุด รูปแบบของคอนโด-ห้องชุดกลายเป็น “กำแพง” ตัดขาดจากสายตาคนภายนอก 

แม้ประเทศไทยจะมีเครือข่าย อสม. และ อสส. กว่า 1 ล้านคนทั่วประเทศ แต่ไม่สามารถผ่านนิติบุคคลเข้าไปกดกริ่งเช็กความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยได้ แล้วสังคมเมืองยังมีทุนทางสังคมน้อยกว่าชนบท ทำให้เพื่อนบ้านติดกัน แต่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยพูดคุยกัน

นอกจากนั้น ยังพบว่าผู้สูงอายุที่เสียชีวิตโดดเดี่ยวไม่ได้เสียจาก ‘โรคชรา’ เท่านั้น แต่ยังเสียชีวิตจากโรคประจำตัว อุบัติเหตุ การลื่นล้ม ไปจนถึงอาการฮีตสโตรกและโรคทางจิตเวชด้วย

สถาบันวิจัยประชากร มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเสนอให้รัฐเร่งนโยบายเชิงรุกมากกว่าการเยี่ยมบ้านแบบเดิม สร้าง ‘ตาข่ายนิรภัยดิจิทัล’ หรือ Digital Safety Net

เช่น ตรวจสอบการใช้น้ำไฟฟ้า ผลักดันให้นิติช่วยดูแลผู้สูงวัย ไปจนถึงผลักดันการดูแลผู้สูงวัยที่อาศัยอยู่ตามลำพังให้เป็นวาระระดับชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่ลมหายใจสุดท้ายมาถึง จะไม่มีคนไทยคนไหนต้องอยู่ตามลำพังในความเงียบงับอีกต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา