รู้หรือไม่ ‘เด็กเกิดน้อย’ ไม่ได้กระทบแค่เศรษฐกิจ แต่กระทบ ‘ชีวิตเด็กไทย’ และ ‘คุณภาพการศึกษา’ ของเด็กเหล่านั้นด้วย

รศ.ดร. มนสิการ กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กนักเรียนในสังกัด สพฐ. ลดลงไปราว 10% จากเดิมมีนักเรียนราว 7 ล้านคน ตอนนี้เหลือเพียง 6 ล้านคนเศษเท่านั้น ส่งผลกระทบให้โรงเรียนขนาดใหญ่กลายเป็นโรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดกลางกลายเป็นขนาดเล็ก หลายๆ โรงเรียนจำต้องปิดตัวลงไป
ตลอดระยะเวลา 10 ปีมีโรงเรียนปิดไปมากกว่า 2,000 โรงเรียน หรือเฉลี่ยปีละ 200 โรงเรียน ถือว่าเป็นจำนวนที่ค่อนข้างเยอะและหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาหลักคือ ‘ประสิทธิภาพในการบริหารงาน’ เนื่องจากประเทศไทยจัดสรรงบการศึกษาแบบเหมารายหัว เมื่อจำนวนนักเรียนลดลงก็ส่งผลให้โรงเรียนได้เงินอุดหนุนการศึกษาลดลงไปด้วย แต่รายจ่ายของโรงเรียนกลับไม่ได้ลดลงตาม เพราะโรงเรียนไม่สามารถกดหรือลดต้นทุนคงที่ต่างๆ อาทิ ค่าไฟ ค่าบุคลากร หรือค่าดูแลสถานที่
‘โรงเรียนเล็ก’ จึงเสียเปรียบ ‘โรงเรียนใหญ่’ ด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เพราะโรงเรียนใหญ่ที่มีจำนวนนักเรียนมากกว่าก็จะสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่า
โดยเฉพาะเรื่อง ‘ครู’ ที่โรงเรียนเล็กบางโรงเรียนมีจำนวนครูไม่พอสอน บางโรงเรียนไม่มีครูครบทุกระดับชั้น บางโรงเรียนไม่มีครูครบทุกวิชา บางโรงเรียนจำเป็นต้องควบชั้นควบวิชา ประกอบกับครูหลายๆ โรงเรียนยังมีหน้าที่มากกว่าแค่สอน ต้องดูแลงานเอกสาร ธุรกิจ หรือยิ่งกว่านั้นบางโรงเรียนจำเป็นต้องให้ครูทำหน้าที่ภารโรงด้วย
ผู้ได้รับผลกระทบตรงๆ จากสถานการณ์นี้คือ ‘นักเรียน’ เพราะนักเรียนโรงเรียนเล็กก็จะไม่สามารถสู้นักเรียนโรงเรียนใหญ่ได้
ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งเหลื่อมล้ำ วนไปเป็นวงจร
รศ.ดร. มนสิการ อธิบายต่อว่า อีกประเด็นที่เกิดขึ้นเมื่ออัตราการเกิดน้อยลงคือ “ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งเหลื่อมล้ำ” เพราะนอกจากโรงเรียนเล็กจะได้รับผลกระทบจากจำนวนเด็กที่ลดลงแล้ว
‘ครอบครัว’ ที่มีความพร้อมก็จะเลือกส่งเด็กไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพและความพร้อม ขณะที่เด็กจากครอบครัวที่ไม่พร้อมก็จะยิ่งเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาขึ้นไปอีก
ยิ่งนานวัน ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ระหว่างคุณภาพการศึกษาที่เด็กได้รับก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้น สุดท้ายก็จะกลายเป็นว่า ‘ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา’ ทำให้คนรุ่นใหม่ยิ่งไม่อยากมีลูก กลายเป็นวงจรว่า “ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งเหลื่อมล้ำ” และ “ยิ่งเหลื่อมล้ำ ยิ่งเกิดน้อย”
เด็กที่เพิ่มในโรงเรียนนานาชาติ ไม่ใช่แค่เด็กต่างชาติ แต่เป็นเด็กไทยด้วย
เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์การเติบโตของโรงเรียนอินเตอร์ในประเทศไทยที่สวนทางกับอัตราการเกิดของเด็กไทย ‘รศ.ดร. มนสิการ’ เผยว่า มีบางวิจัยรายงานจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติเติบโตขึ้นราว 5% ต่อปี สวนทางกับจำนวนนักเรียนในโรงเรียนไทยที่ลดลงราวปีละ 1%
แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นนักเรียนต่างชาติจากหลายๆ ประเทศอย่างจีนหรือรัสเซียจริง แต่ก็มาจากการเพิ่มขึ้นของนักเรียนไทยในโรงเรียนอินเตอร์ด้วย
ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนค่านิยมหลักของคนไทยในปัจจุบันที่อยากให้ลูกเป็น Global Citizen และโรงเรียนอินเตอร์ถือเป็นตัวเลือกสูงสุดในสายตาพ่อแม่ไทยยุคปัจจุบัน
ถึงขนาดที่ทำให้พ่อแม่หลายคนต้องหาคำตอบเตรียมไว้สำหรับคำถาม “ทำไมถึงไม่ส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์” เพราะโรงเรียนนานาชาติถือเป็นค่านิยมสูงสุดของการศึกษาไทยตอนนี้
ฉวยโอกาสเกิดน้อย ปฏิรูปการศึกษา
แม้จะเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่ ‘รศ.ดร. มนสิการ’ ก็ยืนยันว่า ไทยสามารถอาศัยจังหวะเวลานี้ใน ‘การปฏิรูปการศึกษา’ ได้
ในระดับประเทศ เมื่อเด็กน้อยลง แต่งบการศึกษาไม่ได้ลดลง ไทยก็สามารถเพิ่มงบลงทุนต่อหัวให้กับนักเรียนได้ เพิ่มคุณภาพของเด็ก โดยสามารถจัดงบให้แตกต่างกันตามความต้องการของนักเรียนและโรงเรียน เพื่อความเป็นธรรมต่อโรงเรียนเล็ก
ส่วนของ ‘ครู’ เองเมื่อเด็กน้อยลงก็สามารถปรับครูให้สอดคล้องกับจำนวนเด็ก กระจายครูไปถึงพื้นที่ห่างไกล บรรเทาการขาดแคลนครู ส่วนใน ‘ระดับห้องเรียน’ ที่มีขนาดเล็กลงก็ทำให้เข้าถึงนักเรียนได้ง่ายขึ้น ออกแบบการศึกษาตรงกับความต้องการของเด็กมากขึ้น
ส่วนระดับ ‘มหาวิทยาลัย’ มหาวิทยาลัยในไทยมีความท้าทายเรื่องการผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดังนั้น อาจไม่เน้นโฟกัสด้านปริมาณ แต่ย้อนกลับมาดูแลคุณภาพปรับหลักสูตรให้สะท้อนกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
แล้วคุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะหยุดวงจร “ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งเหลื่อมล้ำ” และอาศัยโอกาสที่เรามีอยู่ในเวลาที่ประชากรเรากำลังลดลงเรื่อยๆ เพื่อปฏิรูปการศึกษา พัฒนาคุณภาพของเด็กไทยให้กลายเป็นอนาคตของชาติที่สามารถเติบโตแข็งแกร่งสร้างอนาคตของตัวเองได้อย่างแท้จริง
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา