สรุป 4 เทรนด์ด้านประชากรปี 2021 ที่จะเขย่าโลกธุรกิจ-สังคมการทำงานให้เปลี่ยนไป

ประชากร population 2021

ประชากรเปลี่ยนไป ทำไมเราต้องสน

ประชากร อาจจะเป็นคำที่ฟังดูไกลตัวภาคธุรกิจไปสักหน่อย แต่จริงๆ แล้ว ความเปลี่ยนแปลงด้านประชากร เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคธุรกิจ เพราะประชากรคือ “คน” และคนก็เป็นหัวใจของของธุรกิจ

เราขายสินค้าและบริการให้กับคน และเราก็ต้องการคนเข้ามาทำงานเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ 

ต้องไม่ลืมว่าคนในแต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกัน เนื่องจากคนแต่ละช่วงวัยเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ส่งผลที่เกิดคนละยุคมีรสนิยม นิสัย ค่านิยม ความเชื่อ และพฤติกรรมแตกต่างกัน

เมื่อโครงสร้างประชากรในสังคมเปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจก็ต้องให้ความสำคัญ และปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมภาพรวมในสังคมที่ได้เปลี่ยนไปแล้วนั่นเอง

1. หนุ่มสาวกลายเป็นเสาหลักออฟฟิศ

สังคมกำลังจะได้เจอปรากฏการณ์ใหม่ๆ แน่นอน เพราะปัจจุบัน Gen X (อายุ 40-55 ปี ในปี 2020) และ Baby Boomers (อายุ 56-74 ปี ในปี 2020)  กำลังทยอยเกษียณอายุออกจากงาน สวนทางกับคนหนุ่มสาว Millennials (อายุ 24-39 ปี ในปี 2020) ที่จะกลายมาเป็นกำลังหลักแทน 

ประชากร หนุ่มสาว 2021

Millennials มีความเชี่ยวชาญในสังคมยุคดิจิตอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาเป็นกำลังหลักในการปรับตัวของที่ทำงานในช่วง โควิด-19 ซึ่งเป็นตัวเร่งให้ Millennials ทวีความสำคัญในสังคมมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

ดังนั้น วัฒนธรรมในที่ทำงานเดิมที่ถูกออกแบบบนค่านิยมของ Baby Boomers และ Gen X ต้องเผชิญความท้าทายใหม่เมื่อคนหนุ่มสาวมีความสำคัญในสังคมการทำงานมากขึ้น

พวกเขาต้องการสังคมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับคุณวุฒิ เคารพสิทธิส่วนบุคคลของพวกเขา ซึ่งเป็นช่องทางให้พวกเขาประสบความสำเร็จในชีวิต หากธุรกิจไม่ปรับตัวตามสังคมที่เปลี่ยนไป ก็อาจต้องสูญเสียคนทำงานที่มีศักยภาพและมีพลังเต็มเปี่ยมไปก็เป็นได้

นอกจากนี้ การเข้ามาเป็นกำลังหลักหมายความว่ากำลังซื้อจะไหลมาอยู่กับกลุ่ม Millennials มากขึ้น โอกาสของสินค้าและบริการในหมวดธุรกิจดิจิตอลจะเติบโต สอดคล้องกับการที่ Millennials เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมดิจิตอล

2. ประชากรกลุ่ม Baby Boomers กำลังจะรีไทร์

ประชากร aging society

Baby Boomers กำลังจะต้องถอยออกจากสังคมการทำงานทีละนิด คนที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มนี้คือคนที่มีอายุ 56 ปี ซึ่งเหลือเวลา 4 ปีในสังคมการทำงาน เห็นได้ชัดเจนว่า Boomers ทั้งรุ่นจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากรุ่นเก๋าในที่ทำงานไปสู่คนวัยเกษียณอย่างเต็มรูปแบบ

ถึงแม้สัดส่วนของคนหนุ่มสาวในที่ทำงานเพิ่มขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะ Boomers ถอยออกมาจากที่ทำงาน ไม่ได้เป็นเพราะ Millennials มีจำนวนมากขึ้น สังคมโดยรวมกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ไม่ช้าก็เร็ว

ในประเทศที่สวัสดิการเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ไม่ดีนัก เราอาจจะพบบรรยากาศของชีวิตการทำงานที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นเพราะคนหนุ่มสาวจะต้องดูแลผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม

ธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยและชีวิตหลังเกษียณก็จะมีโอกาสมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการท่องเที่ยวระยะยาว การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ บริการด้านสุขภาพ จากลูกค้าเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น

3. ผู้หญิงมีบทบาทหลักในสังคม

the future is female ประชากร
Photo by Lindsey LaMont on Unsplash

อีกหนึ่งประเด็นที่เห็นได้ชัดมากในสังคมปัจจุบันก็คือการที่ ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่กดทับไว้ พวกเธอมีจำนวนมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น มีตำแหน่งในอาชีพที่สำคัญมากขึ้น และมีอำนาจต่อรองที่มากยิ่งขึ้น

เราพบว่า บทบาทของผู้หญิงนั้นแข็งแกร่งขึ้นทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและการทำงานได้มากขึ้น ที่น่าสนใจก็คือ ในปี 2018 ผู้หญิงเรียนจบชั้นปริญญาตรีมากกว่าผู้ชาย

ความเคลื่อนไหวทางสังคมเกี่ยวกับสิทธิสตรีมาแรงมากในปัจจุบัน ตั้งแต่ความเคลื่อนไหวระดับโลกในทวิตเตอร์อย่าง #metoo การต่อต้านวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ในไทย ไปจนถึงการที่ประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ และ อื่นๆ แต่งตั้งผู้หญิงให้มาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองได้เป็นจำนวนมาก ฉีกภาพเดิมๆ ที่มักจะมีแต่ผู้ชายที่ได้ดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรี

เมื่อผู้หญิงได้มีบทบาทในสังคมการทำงานมากยิ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดย่อมทำให้สังคมการทำงานที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมของเพศชายเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย 

เราจะได้เห็นที่ทำงานจะเป็นมิตรต่อผู้หญิงมากยิ่งขึ้น ประเด็นการคุกคามทางเพศในที่ทำงานจะถูกทำให้หายไป พฤติกรรมที่เคยถูกเชื่อว่าเป็นการเย้าหยอกผู้หญิงจะเป็นเรื่องผิด เส้นทางสู่ตำแหน่งสูงๆ ในที่ทำงานจะยุติธรรมต่อเพศหญิงมากยิ่งขึ้น สวัสดิการเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร เช่น การลาคลอดของคุณพ่อและคุณแม่ และค่าเลี้ยงดูบุตรจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นในที่ทำงาน

4. เข้าสู่ยุคสังคมเมืองเต็มรูปแบบ

urban ประชากร
Photo by Morten Andreassen on Unsplash

ความเปลี่ยนแปลงด้านการขยายตัวของเมืองจะเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นมาสักพักแล้ว แต่ในปี 2020 Worldometers ชี้ให้เห็นว่า นี่เป็นปีแรกที่ประชากรในเขตเมืองของไทย (51% ของประชากร) มากกว่าชนบท (49% ของประชากร) 

สิ่งที่น่าจับตาคือ การพัฒนาความเป็นเมืองถูกเร่งเร้ามากยิ่งขึ้นจากการเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจดิจิตอล ทำให้อุตสาหกรรมเคลื่อนไปสู่การใช้เทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ วิกฤติโควิด-19 ได้เร่งให้ประเทศเคลื่อนสู่ความเป็นดิจิตอลอย่างเร่งด่วน จากเดิมที่ทำนายกันว่าเศรษฐกิจจะถูกทำให้เป็นดิจิตอลภายใน 5-10 ปีหลังจากนี้

สังคมการทำงานในเมืองกำลังจะเปลี่ยนรูปไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวิกฤติโควิดครั้งนี้ คนทำงานจะถูกทำให้กลายเป็น Digital Native มากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ก็พยายามปรับตัวเข้าหาเศรษฐกิจดิจิตอลมากยิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย เพราะมีความคล่องตัว รวดเร็ว และสะดวกกว่า

BuzzFeed
Photo by Drew Angerer/Getty Images

นอกจากนี้ สังคมการทำงานที่เทคโนโลยีสามารถทำงานแทนมนุษย์ โดยเฉพาะที่เป็นงานไม่อาศัยทักษะได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แรงงานมีฝีมือ (skilled labour) มีความจำเป็นมากขึ้น ส่วนงานที่ไม่อาศัยทักษะก็จะยิ่งหายไปเรื่อยๆ แนวโน้มนี้จะเกิดขึ้นในสังคมเมืองก่อนเป็นอันดับแรก

ธุรกิจที่อำนวยความสะดวกให้กับการทำงานในเศรษฐกิจดิจิตอลก็จะมีโอกาสสูงในสังคมเมืองแบบใหม่ เช่น บริการขนส่งอาหารหรือไปรษณีย์ก็ล้วนแต่มีบริการรับส่งของจากบ้าน การซื้อขายก็ต้องเกิดขึ้นในช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีการพัฒนาโปรแกรมที่อำนวยความสะดวกสำหรับการทำงานแบบทีมจากที่บ้าน

สรุป

โครงสร้างประชากรจะปรับเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลในเชิงปริมาณ คนหนุ่มสาวที่เพิ่มขึ้นสวนทางคนสูงวัยที่ลดจำนวนลงในสังคมการทำงาน ผู้หญิงมีจำนวนมากขึ้นพร้อมทั้งดำรงตำแหน่งสำคัญมากขึ้น และจำนวนคนเมืองที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ วิกฤติโควิด-19 ทำให้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงที่ได้กล่าวมาแล้ว ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะโควิด-19 ผลักให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมแบบดิจิตอลมากขึ้นที่ช่วยทำให้บทบาทของคนหนุ่มสาว ผู้หญิง และคนเมืองเพิ่มสูงขึ้นในเชิงคุณภาพอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

จากเดิมที่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมแบบดิจิตอลจะเกิดขึ้นภายใน 5-10 ปี มาวันนี้ เรากำลังจะได้เห็นกับตาในเวลาภายในเวลาเพียงแค่ปีกว่าเท่านั้น

ที่มา – CompareCamp, Quartz, Catalyst, Pew Research Center (1) (2), Worldometer (1) (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Rachata Sanit, Content Creator Intern at Brand Inside. An eternal International Affairs student. Interested in Social (in)justice, International Development, and Creative Economy.